Boom Leverage
บทความทั้งหมด

อ่าน Payoff Diagram ออปชันยังไง — ดู “ขาดทุนสูงสุด” ก่อนเสมอ

วิธีอ่านแผนภาพ payoff ของออปชัน SET50 ทีละเส้น: ขาดทุนสูงสุด จุดคุ้มทุน กำไรสูงสุด และจุดหักมุมที่ strike — จากมุมคนทำ model risk ที่อ่านความเสี่ยงก่อนอ่านกำไร พร้อมเครื่องมือฟรีให้ลองประกอบเอง เน้นวิธีอ่าน ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

Varanchai Yingkhamnueng·
Derivatives × การเงินBoom Leverage

อ่าน Payoff Diagram: ดู ขาดทุนสูงสุด ก่อนเสมอ

ขาดทุนสูงสุด
อ่านพื้นก่อน — มีพื้น หรือดิ่งไม่หยุด
จุดคุ้มทุน
เส้นตัดศูนย์ = ระดับเสมอตัว
กำไรสูงสุด
มีเพดาน หรือเปิดไม่จำกัด
฿200/จุด
premium × 200 = เงินจริง TFEX

ก่อนจะส่งคำสั่งซื้อออปชันสักไม้ มีภาพเดียวที่บอก "ความเสี่ยงทั้งหมดของกลยุทธ์" ได้ในพริบตา — นั่นคือ payoff diagram หรือแผนภาพกำไร/ขาดทุน ณ วันหมดอายุ คนทั่วไปมองกราฟนี้แล้วเล็งหา "กำไรสูงสุด" ก่อน แต่คนที่ทำงาน model risk สายธนาคารอย่างผมถูกฝึกมาให้อ่านสลับทาง — ดูพื้นขาดทุนก่อนเสมอ บทความนี้จะสอนอ่าน payoff diagram ทีละเส้นแบบที่ใช้ได้จริง และผมทำเครื่องมือฟรีให้ลองประกอบกลยุทธ์ออปชัน SET50 เองไว้ด้วย เปิดคู่กันไปอ่านจะเห็นภาพเร็วที่สุด — เน้นวิธีอ่านกราฟ ไม่ใช่คำแนะนำให้ไปลงทุนอะไร

payoff diagram คืออะไร — อ่านแกนให้ออกก่อน

payoff diagram คือกราฟที่ตอบคำถามเดียว: "ถ้าวันหมดอายุ ดัชนีไปอยู่ที่ระดับไหน เราจะกำไรหรือขาดทุนเท่าไร"

  • แกนนอน (X) = ระดับ SET50 ณ วันหมดอายุ (ดัชนีไปจบที่เท่าไร)
  • แกนตั้ง (Y) = กำไร/ขาดทุนสุทธิ เป็นเงินบาท หลังหักค่า premium ที่จ่ายไปแล้ว
  • เส้นแนวนอนที่ Y = 0 = เส้นเสมอตัว อยู่เหนือเส้นนี้คือกำไร อยู่ใต้คือขาดทุน

จุดสำคัญที่ต้องจำ: กราฟนี้แสดงผล ณ วันหมดอายุเท่านั้น ไม่ใช่กำไร/ขาดทุนระหว่างทาง (ก่อนหมดอายุยังมีค่า time value และความผันผวนเข้ามาเกี่ยว ซึ่งเป็นคนละเรื่อง) มันคือภาพ "ปลายทาง" ที่ใช้วัดความเสี่ยงสูงสุดได้สะอาดที่สุด

อ่าน 4 อย่างนี้ ตามลำดับ (risk-first)

วินัยที่ผมยกมาจากงานตรวจโมเดลความเสี่ยงโดยตรงคือ อ่านสิ่งที่ทำให้เจ๊งก่อน อ่านสิ่งที่ทำให้รวยทีหลัง อ่าน payoff diagram ก็ใช้ลำดับเดียวกัน:

  1. ขาดทุนสูงสุด (max loss) — อ่านก่อนเสมอ มองหา "พื้น" ของกราฟ มันราบอยู่ที่ระดับขาดทุนเท่าไร และที่สำคัญกว่า — มันมีพื้นไหม ถ้าเส้นด้านใดด้านหนึ่งลากดิ่งลงไม่หยุด แปลว่าขาดทุน "ไม่จำกัด" นี่คือสิ่งแรกที่ต้องรู้ก่อนอย่างอื่น
  2. กำไรสูงสุด (max profit) เพดานกำไรอยู่ตรงไหน บางกลยุทธ์มีเพดาน (เส้นราบด้านบน) บางกลยุทธ์เปิดขึ้นไม่จำกัด (เส้นลากขึ้นเรื่อย ๆ)
  3. จุดคุ้มทุน (breakeven) จุดที่เส้น payoff ตัดผ่าน Y = 0 คือระดับดัชนีที่ทำให้เสมอตัว ต่ำ/สูงกว่านั้นถึงเริ่มกำไรหรือขาดทุนจริง บางกลยุทธ์มีจุดคุ้มทุนสองจุด (ซ้าย-ขวา)
  4. จุดหักมุม (kinks ที่ strike) ทุกครั้งที่เส้นเปลี่ยนความชัน นั่นคือตำแหน่ง strike ของขาใดขาหนึ่ง ยิ่งหลายขาก็ยิ่งหลายหักมุม การไล่ดูหักมุมช่วยให้เข้าใจว่าแต่ละขาทำงานช่วงราคาไหน

แปลง "จุด" เป็น "บาท" — ตัวคูณ SET50

ออปชัน/ฟิวเจอร์สบนดัชนี SET50 ของ TFEX คิดเงินที่ ฿200 ต่อ 1 จุดดัชนี premium ที่ตลาดควอตมาเป็น "จุด" ต้องคูณ 200 ถึงจะเป็นเงินจริง เช่น จ่าย premium 15 จุด = จ่ายจริง 15 × 200 = ฿3,000 ต่อสัญญา ตัวเลขในกราฟ payoff (ในเครื่องมือของผม) คิดเป็นบาทให้แล้วด้วยตัวคูณนี้ จะได้ไม่ต้องคูณในหัวเอง

ตัวอย่างที่ 1 — Long Call (ซื้อคอล): พื้นขาดทุนชัด เพดานกำไรเปิด

สมมติซื้อคอล SET50 strike 900 จ่าย premium 15 จุด อ่านกราฟตามลำดับ risk-first:

  • ขาดทุนสูงสุด = ค่า premium ที่จ่าย = 15 จุด = ฿3,000 ต่อให้ดัชนีดิ่งแค่ไหน ก็เสียไม่เกินค่าตั๋วที่จ่ายไป เส้นด้านซ้ายจึง "ราบ" อยู่ที่ −฿3,000 (นี่คือเสน่ห์ของการ "ซื้อ" ออปชัน — ขาดทุนมีเพดาน)
  • กำไรสูงสุด = ไม่จำกัด เส้นด้านขวาลากขึ้นเรื่อย ๆ ตามดัชนีที่สูงขึ้น
  • จุดคุ้มทุน = strike + premium = 900 + 15 = 915 ดัชนีต้องเหนือ 915 ตอนหมดอายุถึงเริ่มกำไรจริง
  • จุดหักมุม = ที่ 900 (strike) เส้นเปลี่ยนจากราบเป็นลากขึ้น

อ่านจบประโยคเดียว: "เสียได้มากสุด ฿3,000 ต้องเหนือ 915 ถึงกำไร ขึ้นไปได้ไม่จำกัด"

ตัวอย่างที่ 2 — Bull Call Spread: คุมทั้งสองด้าน

ทีนี้ลองแบบจำกัดความเสี่ยงทั้งสองทาง: ซื้อคอล strike 900 จ่าย 20 จุด และขายคอล strike 950 รับ 8 จุด พร้อมกัน

  • ต้นทุนสุทธิ (net debit) = จ่าย 20 − รับ 8 = 12 จุด = ฿2,400 นี่คือขาดทุนสูงสุดด้วย (ถ้าดัชนีต่ำกว่า 900 ตอนหมดอายุ ทั้งสองขาหมดค่า)
  • กำไรสูงสุด = (ระยะห่าง strike − ต้นทุน) = (50 − 12) = 38 จุด = ฿7,600 เกิดเมื่อดัชนีอยู่ที่ 950 ขึ้นไป เส้นด้านขวา "ราบ" เพราะขาที่ขายไปปิดเพดานกำไรไว้
  • จุดคุ้มทุน = 900 + 12 = 912
  • risk/reward ≈ 7,600 / 2,400 ≈ 3.2 : 1

แลกเพดานกำไรที่ไม่จำกัดของ Long Call กับต้นทุนที่ถูกลงและความเสี่ยงที่คุมได้แน่นอน — payoff diagram ทำให้เห็น trade-off นี้เป็นรูปธรรมทันที

รูปทรงที่เจอบ่อย อ่านได้ใน 1 วินาที

พอชินกับ 4 อย่างข้างบน รูปทรงจะบอกกลยุทธ์เองโดยไม่ต้องอ่านชื่อ:

  • เส้นหักขึ้น/ลงทางเดียว เพดานเปิด → directional แบบเสี่ยงจำกัด (long call / long put)
  • กล่องสี่เหลี่ยมคางหมู ราบทั้งสองด้าน → spread คุมความเสี่ยงสองทาง (bull call spread)
  • ตัว V หรือรอยยิ้ม → เล่นความผันผวน (straddle / strangle) กำไรเมื่อตลาดเหวี่ยงแรงไม่ว่าทางไหน
  • เนินตรงกลาง ปีกตกสองข้าง → range-bound เก็บ premium (iron condor) กำไรเมื่อตลาดนิ่ง

ทั้งหมดนี้มีเป็น preset ในเครื่องมือ payoff ออปชัน SET50 กดสลับดูทีละอันแล้วสังเกตว่าพื้นขาดทุนกับเพดานกำไรขยับยังไง เป็นวิธีฝึกตาที่เร็วที่สุด ถ้าอยากรู้ว่าจะเลือก preset ไหนให้ตรงมุมมองตลาด (ขึ้น/ลง/ผันผวน/นิ่ง) อ่านต่อที่คู่มือเลือกกลยุทธ์ออปชัน SET50

กับดักที่คนทำ risk เห็นก่อน

จุดอันตรายที่สุดบน payoff diagram คือ เส้นที่ลากดิ่งไม่มีพื้น — กลยุทธ์ที่ "ขาย" ออปชันเปล่า ๆ (naked) หรือถือฟิวเจอร์สเปล่า อาจขาดทุนไม่จำกัดด้านใดด้านหนึ่ง กราฟพวกนี้มักล่อตาด้วยกำไรเล็ก ๆ ที่ "ได้บ่อย" แต่ซ่อนหางความเสี่ยงยาวไว้ ในเครื่องมือของผม ถ้ากลยุทธ์ไหนขาดทุนไม่จำกัด ช่อง "ขาดทุนสูงสุด" จะขึ้นว่าไม่จำกัด (−∞) ตั้งใจให้เห็นชัด ๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่ต้องตัดสินใจก่อนเข้าไม้ ไม่ใช่หลังจากเจ็บแล้ว

มุมคิดนี้รากเดียวกับการ validate โมเดลความเสี่ยงในยุค AI — อย่าเชื่อตัวเลขกำไรที่ดูดี จนกว่าจะรู้ว่า "วันที่แย่ที่สุด" หน้าตาเป็นยังไง

ข้อจำกัดและคำเตือน

ขอพูดให้ชัด — payoff diagram บอกได้แค่ผล ณ วันหมดอายุ เท่านั้น ระหว่างทางราคายังขยับตามค่า time value และความผันผวน (IV) ซึ่งกราฟนี้ไม่ได้แสดง — มิติ "ระหว่างทาง" นี้อ่านได้ด้วยGreeks: Delta/Gamma/Theta/Vega (payoff บอกปลายทาง Greeks บอกเส้นทาง) และเครื่องมือของผมคำนวณจาก premium ที่คุณกรอกเอง ไม่ได้ดึงราคาตลาดจริง — ตัวเลขจริงต้องเช็กกับโบรกเกอร์/TFEX ก่อนเสมอ ออปชันเป็นตราสารที่มี leverage ความเสี่ยงสูงและซับซ้อนกว่าหุ้น บทความนี้เป็นเรื่องวิธีอ่านกราฟ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่ได้บอกว่ากลยุทธ์ใดดี การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องตัดสินใจและรับผิดชอบเอง

อยากฝึกตาให้ไว ลองประกอบกลยุทธ์ในเครื่องมือฟรีแล้วอ่าน 4 อย่างตามลำดับ risk-first ทุกครั้ง ถ้าสนใจว่าผมเอา Claude Code มาช่วยงาน data/ความเสี่ยงสายการเงินยังไง ดูวิธีทดสอบกลยุทธ์อย่างไม่โดนผลปลอมหลอก (backtest) และดึงข้อมูลหุ้นไทย/SET มาทำงาน — หรือเอาโครงทั้งระบบไปปรับใช้เองได้ในคอร์ส AI Quant Trading

อ่านต่อ